วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

เหวยถัวผูซ่า หรือ สกัณฑะ



เหวยถัวผูซ่า หรือ สกัณฑะ


..........เหวยถัวผูซ่า 韋馱菩薩หรือ เหวยถัว หรือ สกัณฑะ หรือ เหวยต้า หรือ เหวยต้าเทียน 韋駄天หรือเหวยถัวจวินเทียนผูซ่า ซึ่งเป็นผู้ที่อุทิศตนทำงานหนักมาก จนได้รับยกย่องให้เป็นพระโพธิสัตว์ผู้ปกป้องอีกองค์หนึ่ง สกัณฑะ หรือเหวยถัวผูซ่า เป็นนายพล องค์หนึ่งใน ๒๔ องค์ผู้เฝ้าสวรรค์ และเป็นนายพลองครักษ์องค์หนึ่งของพระกวนอิม มีอาวุธคือวัชระ

..........กล่าวกันว่าเดิม เหวยถัวเป็นนายพลของท่านอ๋องพระบิดาขององค์หญิงเมี่ยวซ่าน เขาเป็นชายหนุ่มรูปหล่อและหลงรักองค์หญิงเมี่ยวซ่าน แต่คิดว่าคงไม่มีโอกาสแน่นอนชั่วชีวิตนี้ จึงได้แต่หลงรักพระนางข้างเดียว แต่เขาเห็นพระนางมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย เขาจึงเฝ้าติดตามและคอยช่วยเหลือพระนาง ภายหลังจากที่ทั้งสองได้หนีพระบิดาไปยังเกาะแห่งหนึ่งแล้วสร้างวัดให้พระนาง แต่พระบิดาตามพบแล้วให้กองทหารไปฆ่าเสียทั้งสองคน


..........อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า พระนางถูกย่ารับสั่งให้ประหารด้วยการให้กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย เพราะเชื่อว่าพระนางเป็นพวกภูตผีปีศาจ ท่านอ๋องรับสั่งให้นายพลหลัวผิงแกล้งนำนางทิ้งลงในทะเล แล้วนำพระนางพร้อมด้วยนางอินหม่ามารดาของเหวยถัวไปพักย้งตำบลแห่งหนึ่ง หลายปีผ่านไป ปีศาจปลาตนหนึ่งไม่ชอบเชื้อพระวงศ์นี้ จึงให้นายทหารปีศาจชื่อหัวอี้ไปฆ่านางเสีย เพื่อแก้แค้นด้วยนางนับถือพระเชอหางต้าซือ เทพทางพุทธศาสนาองค์หนึ่งที่เคยนำนางไปไว้ในสระบัว หัวอี้จึงยกทัพไปยังหมู่บ้านที่พระนางเมี่ยวซ่านและนายพลเหวยถัวอยู่ ต่างสู้รบกัน บุตรของหัวอี้ฆ่าเหวยถัว หลังจากที่พระนางเมี่ยวซ่านเป็นพระโพธิสัตว์แล้วจึงยกเหวยถัวเป็นพระโพธิสัตว์องครักษ์ และนับถือพระนางเป็นน้องสาว

..........สกัณฑะเป็นนายพลทหารหนุ่มหน้าตาดี สวมชุดเสื้อเกราะชุดนายพลถือวัชราวุธ บางครั้งจะเห็นเป็นรูปพระวัชรปาณีโพธิสัตว์ หรือเป็นเทพองค์หนึ่ง วันแซยิดคือวันที่ ๓ ค่ำเดือน ๖

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

หวมฮู้เชี่ยนโส่ย



หวมฮู้เชี่ยนโส่ย


..........หวมฮู้เชี่ยนโส่ย ชื่อเดิม (ฟั้นเฉิงเย่ 范承業) เป็นชาว กังโซวหงอเชียน เหมือนซาอ๋องหงอฮู้เชี่ยนโส่ย เป็นคนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด กล้าหาญมีหัวรุนแรงที่สุดในกลุ่มห้าพี่น้อง ครอบครัวมีฝีมือด้านการปรุงยา ซึ่งช่วยเหลือผู้คนให้รอดตายอยู่หลายครั้ง มีความชอบโดยได้กำจัดเปาดั๋งซึ่งเป็นโจรร้ายสมัยนั้น และได้รับคำสั่งจากองค์จักรพรรดิถังให้คุ้มครองราชทูต ได้สอบผ่านข้อสอบหลวงระดับสูงโดยอันดับ 7 จึงรับราชการตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม



..........เมื่อสิ้นอายุขัย ได้กลายเป็นเทพ และ เนื่องจากความดีของท่านได้ทราบถึงองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ พระองค์จึงทรงโปรดเกล้า ให้มีหน้าที่เป็นตัวแทนสวรรค์คอยตรวจตราพิทักษ์ปกป้องโลก หรือ โถ่ยเทียงซุ้งซิ่ว(代天巡狩) คอยคุ้มครองการเดินทางโดยเรือของฮ่องเต้ ควบคุมและกำจัดโรคระบาด ในนาม โหงวอ๋องหวมฮู้เชี่ยนโส่ย (五王范府千歲)

เตียวฮู้อ๋องเอี๋ย



เตียวฮู้อ๋องเอี๋ย


..........บู้อันจุนอ๋อง (武安尊王) หรือ ตูเทียนไต่เต่ (都天大帝) หรือ โปอี๋จุนอ๋อง (保儀尊王) หรือ เตียวฮู้เชียนโส่ย หรือ เตียวฮู้อ๋องเอี๋ย (張府千歲, 張府王爺) มีชื่อจริงว่า เตียวซุ่น (張巡) เกิดในสมัยราชวงศ์ถัง ประมาณปี ค.ศ.708 (生于唐朝中宗年間) ณ บ้านหย่งจี๋ มณฑลซานซี (家鄉於山西省永濟)


..........ปี ค.ศ. 713 เตียวซุ่นสอบเข้ารับราชการในราชสำนักถัง และได้ทำงานเป็นข้าราชการในส่วนการให้การศึกษาแก่รัชทายาท จนถึงปี ค.ศ. 741 (任職太子通事舍人)

..........ปี ค.ศ. 742 เตียวซุ่น ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานปกครอง ณ บ้านชิงเหอ มณฑลเหอเป่ย (被派任為河北省清河縣令) ในช่วงที่ท่านอยู่ที่เหอเป่ย ท่านได้สร้างความดีความชอบ ช่วยเหลือประชาชนในการปราบปรามกลุ่มคนอันธพาล และโจรผู้ร้าย เป็นอันมาก


..........ปี ค.ศ. 755 เตียวซุ่นกลับเข้ารับใช้ราชสำนัก ซึ่งในขณะนั้น ฮ่องเต้ถังเสวียนจง (唐玄宗) ซึ่งมัวเมากับหยางกุ้ยเฟย ยอดหญิงงามแห่งยุคนั้น โดยให้งานในราชสำนักตกอยู่ในความดูแลของ หยางกั๋วจง (楊國忠) ซึ่งเป็นพี่น้องกับหยางกุ้ยเฟยนั้นเอง ข้าราชการในวังหลวงที่ต้องการเลื่อนตำแหน่งจะต้องเข้าไปติดสินบนหยางกั๋วจง เตียวซุ่นนั้นก็ได้รับการแนะนำให้เข้าไปพบหยางกั๋วจงเพื่อล็อบบี้ขอตำแหน่ง แต่ท่านปฏิเสธและแสดงความรังเกียจขุนนางกังฉินผู้นี้อย่างออกหน้าออกตา จนหยางกั๋วจงไม่พอใจ ปลดตำแหน่งของท่านและไล่ออกจากวังไป


..........ต่อมาไม่นานนัก เกิดเหตุการณ์กบถอันลู่ซาน (安祿山) จนถังเสวียนจงต้องระเหดออกจากวัง และราชสำนักได้คืนตำแหน่งราชการให้เตียวซุ่นเพื่อให้ท่านมาช่วยปราบกบถ

..........ปี ค.ศ. 757 ขณะที่ท่านทำการสู้รบอยู่นั้น ท่านได้ถูกข้าศึกล้อมไว้หมดทางหนี ท่านได้ส่งทหารไปขอความช่วยเหลือจากราชสำนัก แต่ได้รับการปฏิเสธ เพราะฝ่ายทหารนั้นโดนพวกกังฉินของหยางกั๋วจงกุมอำนาจอยู่ ทำให้ท่านต้องต่อสู้โดดเดี่ยวด้วยตัวเอง

..........ปี ค.ศ. 757 ขึ้น 9ค่ำ เดือน 10จีน (農曆十月初九日) เตียวซุ่นได้สละชีพปกป้องบ้านเมืองในขณะที่ทำการต่อสู้กับพวกกบถ พร้อมกับนายทหารที่ติดตามไปกับท่าน เช่น ซิวหยวน (許遠 - 許府千歲), หนานฉีหยวน (南齊雲 - 南府千歲) และ เหล่ยหว่านชุน (雷萬春 - 雷府千歲) ก็เสียชีวิตทั้งหมด

..........จากวีรกรรมอันกล้าหาญ ความดีที่รับใช้ชาติของคนทั้งสี่ ทำให้ชาวบ้านสักการะบูชาทั้งสี่เป็นเทพเจ้า และหลังจากที่ทั้งสี่เสียชีวิต วิญญาณของทั้งสี่ก็ไปสู่สรวงสวรรค์ (天庭) และได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพเจ้า (上天敕封)

หลงหนิ่ว



หลงหนิ่ว




..........หลงหนิ่ว 龍女 เป็นศิษย์อีกองค์หนึ่งของพระกวนอิม เรื่องตำนานมีอยู่ว่า ภายหลังจากที่ซ่านฉายได้เป็นศิษย์แล้ว ได้เกิดเหตุการณ์ยุ่งเหยิงขึ้นในบริเวณทะเลจีนใต้ จากตำนานดังนี้

..........ยังมีโอรสองค์หนึ่งของพญามังกรทะเลตงไห่ ซึ่งก็คือตงไห่หลงหวาง โอรสองค์หนึ่งของพระองค์ได้แปลงกายเป็นปลาตัวใหญ่แหวกว่ายไปในทะเลกว้างใหญ่ด้วยความสนุกสนาน แต่บังเอิญไปติดอวนของชาวประมงเข้า ซึ่งองค์ชายวัยเด็กสามารถที่จะแปลงกายเป็นมังกรได้ แต่ด้วยความที่อยากรู้อยากเห็นว่า พวกมนุษย์จับปลาไปแล้วจะทำอะไรบ้าง พระองค์ไม่ทรงวิตกอยู่แล้ว แต่การกลับตรงกันข้าม เมื่อชาวประมงนำปลาใหญ่ขึ้นบนบกแล้วเอาไปขายที่ตลาดสดขายปลา องค์ชายจึงหมดพลังที่จะกลับกลายเป็นมังกรลงน้ำอีกต่อไป จึงร้องเสียงก้องฟ้าสะท้อนผิวน้ำลงไปเมืองบาดาลพระราชวังของพระบิดา

..........พระองค์ทรงโกรธพวกทหารองครักษ์ ที่ไม่ห้ามปรามโอรส และวิตกว่าจะช่วยโอรสได้อย่างไร

..........ฝ่ายองค์หญิงทรงได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือดังก้องฟ้ามา พระองค์จึงรับสั่งให้ซ่านฉายไปจัดการประมูลซื้อปลาตัวนั้นมาให้ได้ ซ่านฉายจึงรีบไปตลาดค้าปลา เห็นคนจ่ายตลาดกำลังต่อรองราคาปลาใหญ่ตัวนั้น พร้อมทั้งชาวบ้านต่างพากันไปดูด้วยความสนใจ หลายคนขอซื้อปลาและต่อรองราคากับพ่อค้าปลา ฝ่ายซ่านฉายจึงรีบเข้าไปต่อรอง และให้ราคาสูงสุดพร้อมจ่ายเงินทันที พ่อค้าก็ยอมขายให้ ซ่านฉายขอให้พ่อค้ารักษาปลาไว้ก่อนอย่าฆ่าและทำอันตราย

..........ฝ่ายพระนางทรงเห็นด้วยทิพย์ จึงตรัสมาด้วยเสียงให้ชาวบ้านทั้งหลายที่นั้นได้ยินกันทั่วว่า “ชีวิตปลาตัวนี้เป็นของใครก็ได้ ที่จะช่วยให้รอดพ้นภัย มิใช่ใครก็ได้ที่จะเอามันไปฆ่าได้ง่ายๆ” เท่านั้นเองบรรดาคนมุงดูทั้งหลาย ต่างตกใจพากันคารวะองค์เจ้าแม่ตามพระสุรเสียง ซ่านฉายได้ทีจึงวานชาวบ้านที่มุงดูอยู่ให้ช่วยยกปลาใส่รถเข็นแล้วช่วยกันเข็นไปที่ท่าเรือตังเก แล้วช่วยกันยกปลาลงน้ำ พอปลาถูกน้ำก็กลายเป็นมังกรแหวกว่ายดำน้ำหายไป

..........เมื่อองต์ชายกลับไปถึงวังบาดาล กราบทูลให้พระบิดาทรงทราบ พญามังกรตงไห่หลงหวางจึงขอบคุณพระนางที่ได้ทรงช่วยเหลือบุตรของตนให้พ้นภัย พระองค์จึงทรงส่งหลานสาวคือองค์หญิงหลงหนิ่วหรือนางสาวมังกร มาให้ปรนนิบัติพระนางพร้อมด้วยไข่มุกวิเศษเม็ดหนึ่ง พระองค์จึงทรงรับไว้ ฝ่ายองค์หญิงหลงหนิ่วได้ปรนนิบัติไปได้ระยะหนึ่ง จึงขอเป็นศิษย์พระนาง พระองค์ทรงรับไว้ พร้อมทั้งให้ดูแลรักษาและเก็บไข่มุกวิเศษเม็ดนั้นด้วย

..........ดังนั้นเราจะเห็นรูปเด็กชายหน้าแดง พนมมือ ก็คือ ซ่านฉาย ส่วนเด็กสาวก็คือ องค์หญิงหลงหนิ่วถือตะกร้าใส่ไข่มุกวิเศษ หรือ สองมือประสานสอดเข้าไปปลายแขนเสื้อทั้งสองข้าง ยืนหน้าองค์พระกวนอิม

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

เทพเจ้าจงขุ่ย เทพผู้กำราบเหล่าผี



เทพเจ้าจงขุ่ย เทพผู้กำราบเหล่าผี



..........วันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี ตามความเชื่อของฝั่งตะวันตก จะถือว่าวันนี้เป็นวันที่วิญญาณร้ายจะออกมาจากนรก ผู้คนทั้งหลายจึงพยายามแต่งตัวเลียนแบบวิญญาณ เพื่อที่ว่าวิญญาณร้ายจะสับสนและไม่ทำร้ายตน


..........สำหรับชาวจีนนั้นก็มีความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณร้ายหรือปีศาจออกอาละวาดทำร้ายประชาชนหลายเรื่อง ซึ่งเทพเจ้าที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมากในด้านการปราบปีศาจที่คนจีนยกย่องคือ เทพเจ้าจงขุ่ย

..........โดยตำนานเล่าว่า เทพเจ้าจงขุ่ยเคยเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ถัง เคยมาสอบจอหงวนได้ในสมัยถังเกาจงฮ่องเต้ แต่เนื่องจากมีรูปลักษณ์ที่น่ากลัวและอัปลักษณ์ จึงทำให้ทดสอบไม่ผ่าน ด้วยความผิดหวังจึงโดดน้ำฆ่าตัวตาย เมื่อถังเกาจงฮ่องเต้ทราบข่าวจึงเกิดความเมตตาสงสาร ทรงพระราชทานชุดขุนนางฝ่ายบุ๋นให้เป็นกรณีพิเศษและจัดพิธีศพให้ จงขุ่ยทราบซึ้งเป็นอย่างมากจึงตั้งใจที่จะพิทักษ์อารักขาฮ่องเต้ราชวงศ์ต้าถัง

..........ต่อมาในสมัยถังเสวียนจงฮ่องเต้ (บางตำนานเล่าว่าเป็นสมัยถังหมินหวัง) ได้ทรงประชวรอย่างหนัก คืนหนึ่งได้ทรงพระสุบินว่า มีผีน้อยตนหนึ่งเข้ามาขโมยขลุ่ยหยกของพระองค์ ทันใดนั้นก็ปรากฏผีอีกตนหนึ่งใส่ชุดขุนนางสีแดง หน้าตาดุดัน หนวดเคราชี้ชัน ออกมาจับผีน้อยตนนั้น จับหักแขนขาและควักลูกตาออกมากิน

..........ฮ่องเต้ตื่นขึ้นและสอบถามจึงทราบความเป็นมาของจงขุ่ย จากนั้นจึงบัญชาให้จิตรกรเอกนาม อู๋เต้าจื่อ วาดภาพตามที่ทรงเห็นในพระสุบิน และนำออกแจกจ่ายชาวบ้าน เพื่อนำติดที่หน้าบ้านป้องกันสิ่งอัปมงคลและสิ่งชั่วร้ายนานับประการ

..........ตามปฏิทินจีนจะมีวันเทศกาลตวนอู่ คือวันที่ 5 เดือน 5 ซึ่งอาจจะถือเป็นวันฮัลโลวีนของชาวจีนก็ได้ เนื่องจากเป็นวันที่ปล่อยผีออกมาพบญาติ

..........ลักษณะของจงขุ่ยที่มักปรากฏคือ เทพเจ้าหน้าดำ ตาโปนโต หนวดเคราชี้ชัน สวมชุดขุนนางสีแดง ในมือถือกระบี่ตลอดเวลา ว่ากันว่าเทพเจ้าจงขุ่ยมีทหารในสังกัด 3 พันนาย เพื่อต่อสู้กับปีศาจร้าย

เฒ่าจันทรา ... ตำนานด้ายแดงแห่งความรัก



เฒ่าจันทรา ... ตำนานด้ายแดงแห่งความรัก





..........แต่หากพูดถึงความเชื่อเกี่ยวกับความรักของชาวจีนแล้วคงจะนึกถึง “ตำนานด้ายแดงแห่งความรัก” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงคู่แท้ โดยมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยราชวงศ์ถังมีชายคนหนึ่งนามว่า “เหวยกู่” บัณฑิตหนุ่มรูปงามมีฐานะ ได้เดินเที่ยวเล่นในตัวเมืองจนไปพบกับชายแก่คนหนึ่งนั่งอ่านหนังสือประหลาดอยู่ เหวยกู่จึงเข้าไปพูดคุยเพื่อสอบถามว่าอ่านหนังสืออะไรอยู่ ชายแก่ได้ตอบกลับว่ากำลังอ่านตำราการแต่งงานของชาวโลก เหวยกู่รู้สึกไม่เชื่อคิดว่าเป็นชายแก่เสียสติ


.......... แท้จริงแล้วชายแก่คนนั้นคือ “เฒ่าจันทรา” มีหน้าที่เป็นพ่อสื่อชักนำคนรักให้กับมนุษย์โลก โดยจะเป็นผู้ผูกด้ายแดงไว้ที่นิ้วของชายหญิงที่เป็นเนื้อคู่กัน และเมื่อผูกแล้วหากถึงเวลาจะได้แต่งงานกัน ไม่ว่าจะมีอุปสรรคขวากหนามมากมายเพียงใดก็ตาม ด้ายแดงที่ว่านี้จะล่องหน มีเพียง “เฒ่าจันทรา” เท่านั้นที่เห็น โดยด้ายนี้อาจจะมีการผูกปมเพื่อให้พบรักกันเร็วขึ้นก็เป็นได้ หรือหาก “เฒ่าจันทรา” เห็นว่าความรักนี้ไม่เหมาะสมก็จะใช้ “กรรไกรตัดวาสนา” ตัดด้ายแดงออกทำให้หมดสิทธิ์รักกัน


..........เหวยกู่รู้สึกสนใจจึงถาม “เฒ่าจันทรา” ไปว่า แล้วคู่ครองของตนเป็นคนอย่างไร เฒ่าจันทราได้พาเหวยกู่ไปหาเนื้อคู่ แต่ทิศทางที่ไปไม่ได้ไปยังชุมชนของคนมีฐานะ หากแต่ไปยังตลาดเก่าแห่งหนึ่ง และเฒ่าจันทราได้ชี้ให้เหวยกู่ดูเด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมมที่เป็นลูกสาวของแม่ค้าในตลาด พร้อมกับบอกว่า “นั่นแหละคือเนื้อคู่ของเจ้า” ก่อนที่จะหายตัวไป



..........เหวยกู่รู้สึกโมโหมากเมื่อรู้ว่าคู่ครองของตนเป็นเด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมม เมื่อกลับถึงบ้านจึงจ้างให้คนรับใช้ในบ้านไปสังหารเด็กน้อยคนนั้น เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีเหวยกู่สอบได้เป็นจอหงวน พร้อมกับเจ้าเมืองได้ยกลูกสาวให้เป็นคู่ครอง ชีวิตกำลังรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก และคิดว่าคำบอกเล่าของเฒ่าจันทราเป็นเรื่องโกหก


..........หลังจากครองคู่กันได้ระยะหนึ่ง เหวยกู่ก็สังเกตว่าที่หน้าผากของภรรยามีสัญลักษณ์บางอย่างอยู่ จึงถามนางว่าคืออะไร นางได้เล่าให้ฟังว่า แท้จริงแล้วนางไม่ได้เป็นลูกสาวของเจ้าเมือง หากแต่เป็นลูกของแม่ค้าจนๆ ในวัยเด็กมีชายคนหนึ่งใช้มีดกรีดหน้าของตนแล้วจากไป และเจ้าเมืองผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดีจึงรับอุปการะตนเป็นลูกสาว เมื่อฟังจบเหวยกู่ได้ตามคนรับใช้ที่จ้างให้ไปสังหารมา คนรับใช้ได้สารภาพว่า เขาไม่อาจทำใจสังหารเด็กน้อยคนนั้นได้ จึงเพียงใช้มีดกรีดหน้าเป็นสัญลักษณ์ไว้เท่านั้น



..........เมื่อเหวยกู่ทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว ทำให้เขารู้ว่าที่เฒ่าจันทราบอกไว้เป็นความจริง จึงทำการขอขมาภรรยาและแม่ของนาง ก่อนที่จะครองรักกันไปอย่างมีความสุข



..........ส่วนรูปลักษณ์ของเฒ่าจันทรานั้นเป็นชายแก่ผมยาวสีขาว ไว้หนวดเครายาวสีขาวเหมือนเส้นผม ชอบนั่งอยู่บนก้อนหิน มือหนึ่งถือด้ายแดง อีกมือหนึ่งถือไม้เท้าที่แขวนตำราคู่ครอง สะพายย่ามที่ข้างในบรรจุด้ายแดงไว้ หากใครที่ยังไม่พบเนื้อคู่ ก็ขอให้ด้ายแดงนำพาคู่ครองมาเจอในเร็ววันนะครับ

ซ่านฉาย



ซ่านฉาย 善財 หรือ สุทธนะ



..........ซ่านฉาย 善財 หรือ สุทธนะ แปลว่าเป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรง หรือ หงไห่เอ้อ หรือเด็กผิวแดง 紅孩兒 , 红孩儿 หรือเป็นที่รู้จักกันในเรื่องไซอิ๋วว่า เซิ่งยิ๊นไต้หวาง 聖嬰大王 เป็นเด็กชาวอินเดีย ขาพิการมาแต่กำเนิด เขาทราบข่าวว่ามีพระอาจารย์สอนธรรมที่เกาะผู่ถัว เขาจึงเดินทางไปที่นั่นเพื่อไปหาพระกวนอิมโพธิสัตว์ พระกวนอิมได้สนทนากับเขา เพื่อทดสอบเกี่ยวกับพุทธศาสนาและความซื่อสัตย์ ด้วยการร่ายเวทมนตร์ทำให้ดาบสามเล่มกลายเป็นโจรสลัดสามคนวิ่งขึ้นเขาจะไปทำร้ายพระองค์ พระอ
งค์จึงวิ่งไปที่หน้าผาหนีโจรสลัด



...........ซ่านฉายเห็นดังนั้นจึงรีบปีนเขาไปช่วยด้วยการไล่ตามไปกระชั้นชิด ซ่านฉายคลานไปตามหน้าผาเพื่อช่วยอาจารย์ แต่โชคไม่ดีพลัดตกจากหน้าผา แต่พระกวนอิมช่วยไว้ได้แล้วสั่งให้เขาเดินดู ซ่านฉายลองเดินดู ปรากฏว่าขาของเขาเป็นปกติ เมื่อเขามองดูหน้าตาของตัวเองในสระน้ำ ปรากฏว่ารูปหล่อมาก ตั้งแต่นั้นมาพระกวนอิมจึงสอนธรรมให้แก่เขา และเป็นศิษย์ของพระกวนอิมรวมทั้งเป็นองครักษ์ด้วย