วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

กวนอู



เทพเจ้ากวนอู


..........กวนอู 關羽 นายพลนักรบของพระเจ้าเล่าปี่หรือหลิวเป่ยที่เป็นที่รู้จักกันดีในพงศาวดารเรื่อง สามก๊ก กวนอูได้รับยกย่องให้เป็น พระสังฆารามโพธิสัตว์หรือ เฉ๋ะหลานผูซ่า伽藍菩薩หรือ กวนเซิ้งตี้จวิน 關聖帝君หรือกวนตี้ หรือ เหม่ยหลานกงและพระนามอีกหลายพระนาม เป็นเทพเจ้าองครักษ์สวรรค์องค์หนึ่งเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งเป็นองครักษ์ของพระกวนอิมโพธิสัตว์ด้วย ดังนั้นด้านหน้ารูปพระกวนอิมบางแห่ง จะเห็นขุนพลนายทหารองครักษ์สององค์ซ้ายขวา คือ เหวยถัวผูซ่าและเฉ๋ะหลานผูซ่า มีอาวุธประจำกายคือง้าว

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

จูฮู้เชี่ยนโส่ย



จูฮู้เชี่ยนโส่ย



..........จูฮู้เชี่ยนโส่ย ชื่อเดิม จูซูหรง(朱叔裕) เป็นชาวเกียเฮ็ง (嘉興) เป็นผู้สุขุมคงแก่เรียน ได้เป็นผู้วางแผนและออกกฎหมายในพระราชสำนัก โดยเฉพาะมีใจความยุติธรรม สามารถตัดสินโดยชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างถูกและผิด ยึดถือกฎหมายอย่างเข้มงวด ขณะช่วงที่จักรพรรดิถังกำลังบุกเบิกประเทศ ครั้งหนึ่งได้รับคำสั่งให้ป้องกันเมือง โดยต่อสู้กับศัตรูที่มาตีเมืองในช่วงปีพ.ศ.1166 ได้เป็นผู้สั่งการกองทัพไปยังเมืองก้วงโจว (廣州) และเป็นผู้สั่งให้ทำกำแพงเพื่อป้องกันเมือง โดยเฉพาะวัดต้าลี่เพื่อปกป้องข้าศึก ซึ่งแสดงถึงความเคารพเลื่อมใสในศาสนา

..........เมื่อสิ้นอายุขัย ได้กลายเป็นเทพ และ เนื่องจากความดีของท่านได้ทราบถึงองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ พระองค์จึงทรงโปรดเกล้า ให้มีหน้าที่เป็นตัวแทนสวรรค์คอยตรวจตราพิทักษ์ปกป้องโลก หรือ โถ่ยเทียงซุ้งซิ่ว (代天巡狩) คอยคุ้มครองการเดินทางโดยเรือของฮ่องเต้ ควบคุมและกำจัดโรคระบาด

หลี่ฮู้เชี่ยนโส่ย



หลี่ฮู้เชี่ยนโส่ย



..........ชื่อเดิมคือ หลี่ ต้าเหลียง (李大亮) เป็นชาวเก็งเอี๊ยง (涇陽) เก่งทั้งบู๊และบุ๋น เป็นผู้นำซึงใหญ่ที่สุดในห้าพี่น้อง เพราะได้ช่วยเหลือในการบุกเบิกประเทศ จักรพรรดิถังทรงปูนบำเหน็จรางวัลโดยให้ไปกินเมืองกิมโจว (金州) จากนั้นในอีกไม่กี่ปีต่อมา ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการคุมทัพที่เมืองเลี้ยงโจว (涼州) ซึ่งคอยรักษาเมืองและดูแลความปลอดภัยในการเดินทางของราชทูต



...........ในสมัยราชวงศ์ถัง ช่วงประมาณ พ.ศ. 1177 หลี่ต้าเหลียงได้คุมทัพไปทำศึกกับนักรบชนเผ่าทาทา จนกระทั่งประมาณ พ.ศ.1184 จึงตีข้าศึกแตกพ่ายแพ้ราบคาบโดยใช้เวลาเกือบ 7 ปี


...........หลี่ต้าเหลียงสมัยอยู่ในพระราชสำนักนั้น ถึงแม้ท่านเป็นทหารผู้ยิ่งใหญ่และเข้มแข็ง แต่ก็คอยช่วยเหลือพวกพ้องดั่งกับ ที่ท่านคอยรับใช้ดูแลพ่อแม่ที่บ้าน ท่านเป็นที่พึ่งและเป็นที่รักยิ่งของคนทั่วไป จึงเป็นผู้ซึ่งเปรียบเสมือนทั้งนักบุญและนักปราชญ์ให้ผู้อื่นพึ่งพาอย่างสมบูรณ์แบบ



..........เมื่อสิ้นอายุขัย ได้กลายเป็นเทพ และ เนื่องจากความดีของท่านได้ทราบถึงองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ พระองค์จึงทรงโปรดเกล้า ให้มีหน้าที่เป็นตัวแทนสวรรค์คอยตรวจตราพิทักษ์ปกป้องโลก หรือ โถ่ยเทียงซุ้งซิ่ว (代天巡狩) คอยคุ้มครองการเดินทางโดยเรือของฮ่องเต้ ควบคุมและกำจัดโรคระบาด ในนาม ไต่อ๋องหลี่ฮู้เชี่ยนโส่ย (大王李府千歲) นอกจากนี้ผู้คนต่างกราบไหว้และยังนับถือให้เป็นเทพแห่งความยุติธรรม และ มนุษยธรรม (god of the justice and humanity)

เหวยถัวผูซ่า หรือ สกัณฑะ



เหวยถัวผูซ่า หรือ สกัณฑะ


..........เหวยถัวผูซ่า 韋馱菩薩หรือ เหวยถัว หรือ สกัณฑะ หรือ เหวยต้า หรือ เหวยต้าเทียน 韋駄天หรือเหวยถัวจวินเทียนผูซ่า ซึ่งเป็นผู้ที่อุทิศตนทำงานหนักมาก จนได้รับยกย่องให้เป็นพระโพธิสัตว์ผู้ปกป้องอีกองค์หนึ่ง สกัณฑะ หรือเหวยถัวผูซ่า เป็นนายพล องค์หนึ่งใน ๒๔ องค์ผู้เฝ้าสวรรค์ และเป็นนายพลองครักษ์องค์หนึ่งของพระกวนอิม มีอาวุธคือวัชระ

..........กล่าวกันว่าเดิม เหวยถัวเป็นนายพลของท่านอ๋องพระบิดาขององค์หญิงเมี่ยวซ่าน เขาเป็นชายหนุ่มรูปหล่อและหลงรักองค์หญิงเมี่ยวซ่าน แต่คิดว่าคงไม่มีโอกาสแน่นอนชั่วชีวิตนี้ จึงได้แต่หลงรักพระนางข้างเดียว แต่เขาเห็นพระนางมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย เขาจึงเฝ้าติดตามและคอยช่วยเหลือพระนาง ภายหลังจากที่ทั้งสองได้หนีพระบิดาไปยังเกาะแห่งหนึ่งแล้วสร้างวัดให้พระนาง แต่พระบิดาตามพบแล้วให้กองทหารไปฆ่าเสียทั้งสองคน


..........อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า พระนางถูกย่ารับสั่งให้ประหารด้วยการให้กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย เพราะเชื่อว่าพระนางเป็นพวกภูตผีปีศาจ ท่านอ๋องรับสั่งให้นายพลหลัวผิงแกล้งนำนางทิ้งลงในทะเล แล้วนำพระนางพร้อมด้วยนางอินหม่ามารดาของเหวยถัวไปพักย้งตำบลแห่งหนึ่ง หลายปีผ่านไป ปีศาจปลาตนหนึ่งไม่ชอบเชื้อพระวงศ์นี้ จึงให้นายทหารปีศาจชื่อหัวอี้ไปฆ่านางเสีย เพื่อแก้แค้นด้วยนางนับถือพระเชอหางต้าซือ เทพทางพุทธศาสนาองค์หนึ่งที่เคยนำนางไปไว้ในสระบัว หัวอี้จึงยกทัพไปยังหมู่บ้านที่พระนางเมี่ยวซ่านและนายพลเหวยถัวอยู่ ต่างสู้รบกัน บุตรของหัวอี้ฆ่าเหวยถัว หลังจากที่พระนางเมี่ยวซ่านเป็นพระโพธิสัตว์แล้วจึงยกเหวยถัวเป็นพระโพธิสัตว์องครักษ์ และนับถือพระนางเป็นน้องสาว

..........สกัณฑะเป็นนายพลทหารหนุ่มหน้าตาดี สวมชุดเสื้อเกราะชุดนายพลถือวัชราวุธ บางครั้งจะเห็นเป็นรูปพระวัชรปาณีโพธิสัตว์ หรือเป็นเทพองค์หนึ่ง วันแซยิดคือวันที่ ๓ ค่ำเดือน ๖

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

หวมฮู้เชี่ยนโส่ย



หวมฮู้เชี่ยนโส่ย


..........หวมฮู้เชี่ยนโส่ย ชื่อเดิม (ฟั้นเฉิงเย่ 范承業) เป็นชาว กังโซวหงอเชียน เหมือนซาอ๋องหงอฮู้เชี่ยนโส่ย เป็นคนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด กล้าหาญมีหัวรุนแรงที่สุดในกลุ่มห้าพี่น้อง ครอบครัวมีฝีมือด้านการปรุงยา ซึ่งช่วยเหลือผู้คนให้รอดตายอยู่หลายครั้ง มีความชอบโดยได้กำจัดเปาดั๋งซึ่งเป็นโจรร้ายสมัยนั้น และได้รับคำสั่งจากองค์จักรพรรดิถังให้คุ้มครองราชทูต ได้สอบผ่านข้อสอบหลวงระดับสูงโดยอันดับ 7 จึงรับราชการตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม



..........เมื่อสิ้นอายุขัย ได้กลายเป็นเทพ และ เนื่องจากความดีของท่านได้ทราบถึงองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ พระองค์จึงทรงโปรดเกล้า ให้มีหน้าที่เป็นตัวแทนสวรรค์คอยตรวจตราพิทักษ์ปกป้องโลก หรือ โถ่ยเทียงซุ้งซิ่ว(代天巡狩) คอยคุ้มครองการเดินทางโดยเรือของฮ่องเต้ ควบคุมและกำจัดโรคระบาด ในนาม โหงวอ๋องหวมฮู้เชี่ยนโส่ย (五王范府千歲)

เตียวฮู้อ๋องเอี๋ย



เตียวฮู้อ๋องเอี๋ย


..........บู้อันจุนอ๋อง (武安尊王) หรือ ตูเทียนไต่เต่ (都天大帝) หรือ โปอี๋จุนอ๋อง (保儀尊王) หรือ เตียวฮู้เชียนโส่ย หรือ เตียวฮู้อ๋องเอี๋ย (張府千歲, 張府王爺) มีชื่อจริงว่า เตียวซุ่น (張巡) เกิดในสมัยราชวงศ์ถัง ประมาณปี ค.ศ.708 (生于唐朝中宗年間) ณ บ้านหย่งจี๋ มณฑลซานซี (家鄉於山西省永濟)


..........ปี ค.ศ. 713 เตียวซุ่นสอบเข้ารับราชการในราชสำนักถัง และได้ทำงานเป็นข้าราชการในส่วนการให้การศึกษาแก่รัชทายาท จนถึงปี ค.ศ. 741 (任職太子通事舍人)

..........ปี ค.ศ. 742 เตียวซุ่น ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานปกครอง ณ บ้านชิงเหอ มณฑลเหอเป่ย (被派任為河北省清河縣令) ในช่วงที่ท่านอยู่ที่เหอเป่ย ท่านได้สร้างความดีความชอบ ช่วยเหลือประชาชนในการปราบปรามกลุ่มคนอันธพาล และโจรผู้ร้าย เป็นอันมาก


..........ปี ค.ศ. 755 เตียวซุ่นกลับเข้ารับใช้ราชสำนัก ซึ่งในขณะนั้น ฮ่องเต้ถังเสวียนจง (唐玄宗) ซึ่งมัวเมากับหยางกุ้ยเฟย ยอดหญิงงามแห่งยุคนั้น โดยให้งานในราชสำนักตกอยู่ในความดูแลของ หยางกั๋วจง (楊國忠) ซึ่งเป็นพี่น้องกับหยางกุ้ยเฟยนั้นเอง ข้าราชการในวังหลวงที่ต้องการเลื่อนตำแหน่งจะต้องเข้าไปติดสินบนหยางกั๋วจง เตียวซุ่นนั้นก็ได้รับการแนะนำให้เข้าไปพบหยางกั๋วจงเพื่อล็อบบี้ขอตำแหน่ง แต่ท่านปฏิเสธและแสดงความรังเกียจขุนนางกังฉินผู้นี้อย่างออกหน้าออกตา จนหยางกั๋วจงไม่พอใจ ปลดตำแหน่งของท่านและไล่ออกจากวังไป


..........ต่อมาไม่นานนัก เกิดเหตุการณ์กบถอันลู่ซาน (安祿山) จนถังเสวียนจงต้องระเหดออกจากวัง และราชสำนักได้คืนตำแหน่งราชการให้เตียวซุ่นเพื่อให้ท่านมาช่วยปราบกบถ

..........ปี ค.ศ. 757 ขณะที่ท่านทำการสู้รบอยู่นั้น ท่านได้ถูกข้าศึกล้อมไว้หมดทางหนี ท่านได้ส่งทหารไปขอความช่วยเหลือจากราชสำนัก แต่ได้รับการปฏิเสธ เพราะฝ่ายทหารนั้นโดนพวกกังฉินของหยางกั๋วจงกุมอำนาจอยู่ ทำให้ท่านต้องต่อสู้โดดเดี่ยวด้วยตัวเอง

..........ปี ค.ศ. 757 ขึ้น 9ค่ำ เดือน 10จีน (農曆十月初九日) เตียวซุ่นได้สละชีพปกป้องบ้านเมืองในขณะที่ทำการต่อสู้กับพวกกบถ พร้อมกับนายทหารที่ติดตามไปกับท่าน เช่น ซิวหยวน (許遠 - 許府千歲), หนานฉีหยวน (南齊雲 - 南府千歲) และ เหล่ยหว่านชุน (雷萬春 - 雷府千歲) ก็เสียชีวิตทั้งหมด

..........จากวีรกรรมอันกล้าหาญ ความดีที่รับใช้ชาติของคนทั้งสี่ ทำให้ชาวบ้านสักการะบูชาทั้งสี่เป็นเทพเจ้า และหลังจากที่ทั้งสี่เสียชีวิต วิญญาณของทั้งสี่ก็ไปสู่สรวงสวรรค์ (天庭) และได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพเจ้า (上天敕封)

หลงหนิ่ว



หลงหนิ่ว




..........หลงหนิ่ว 龍女 เป็นศิษย์อีกองค์หนึ่งของพระกวนอิม เรื่องตำนานมีอยู่ว่า ภายหลังจากที่ซ่านฉายได้เป็นศิษย์แล้ว ได้เกิดเหตุการณ์ยุ่งเหยิงขึ้นในบริเวณทะเลจีนใต้ จากตำนานดังนี้

..........ยังมีโอรสองค์หนึ่งของพญามังกรทะเลตงไห่ ซึ่งก็คือตงไห่หลงหวาง โอรสองค์หนึ่งของพระองค์ได้แปลงกายเป็นปลาตัวใหญ่แหวกว่ายไปในทะเลกว้างใหญ่ด้วยความสนุกสนาน แต่บังเอิญไปติดอวนของชาวประมงเข้า ซึ่งองค์ชายวัยเด็กสามารถที่จะแปลงกายเป็นมังกรได้ แต่ด้วยความที่อยากรู้อยากเห็นว่า พวกมนุษย์จับปลาไปแล้วจะทำอะไรบ้าง พระองค์ไม่ทรงวิตกอยู่แล้ว แต่การกลับตรงกันข้าม เมื่อชาวประมงนำปลาใหญ่ขึ้นบนบกแล้วเอาไปขายที่ตลาดสดขายปลา องค์ชายจึงหมดพลังที่จะกลับกลายเป็นมังกรลงน้ำอีกต่อไป จึงร้องเสียงก้องฟ้าสะท้อนผิวน้ำลงไปเมืองบาดาลพระราชวังของพระบิดา

..........พระองค์ทรงโกรธพวกทหารองครักษ์ ที่ไม่ห้ามปรามโอรส และวิตกว่าจะช่วยโอรสได้อย่างไร

..........ฝ่ายองค์หญิงทรงได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือดังก้องฟ้ามา พระองค์จึงรับสั่งให้ซ่านฉายไปจัดการประมูลซื้อปลาตัวนั้นมาให้ได้ ซ่านฉายจึงรีบไปตลาดค้าปลา เห็นคนจ่ายตลาดกำลังต่อรองราคาปลาใหญ่ตัวนั้น พร้อมทั้งชาวบ้านต่างพากันไปดูด้วยความสนใจ หลายคนขอซื้อปลาและต่อรองราคากับพ่อค้าปลา ฝ่ายซ่านฉายจึงรีบเข้าไปต่อรอง และให้ราคาสูงสุดพร้อมจ่ายเงินทันที พ่อค้าก็ยอมขายให้ ซ่านฉายขอให้พ่อค้ารักษาปลาไว้ก่อนอย่าฆ่าและทำอันตราย

..........ฝ่ายพระนางทรงเห็นด้วยทิพย์ จึงตรัสมาด้วยเสียงให้ชาวบ้านทั้งหลายที่นั้นได้ยินกันทั่วว่า “ชีวิตปลาตัวนี้เป็นของใครก็ได้ ที่จะช่วยให้รอดพ้นภัย มิใช่ใครก็ได้ที่จะเอามันไปฆ่าได้ง่ายๆ” เท่านั้นเองบรรดาคนมุงดูทั้งหลาย ต่างตกใจพากันคารวะองค์เจ้าแม่ตามพระสุรเสียง ซ่านฉายได้ทีจึงวานชาวบ้านที่มุงดูอยู่ให้ช่วยยกปลาใส่รถเข็นแล้วช่วยกันเข็นไปที่ท่าเรือตังเก แล้วช่วยกันยกปลาลงน้ำ พอปลาถูกน้ำก็กลายเป็นมังกรแหวกว่ายดำน้ำหายไป

..........เมื่อองต์ชายกลับไปถึงวังบาดาล กราบทูลให้พระบิดาทรงทราบ พญามังกรตงไห่หลงหวางจึงขอบคุณพระนางที่ได้ทรงช่วยเหลือบุตรของตนให้พ้นภัย พระองค์จึงทรงส่งหลานสาวคือองค์หญิงหลงหนิ่วหรือนางสาวมังกร มาให้ปรนนิบัติพระนางพร้อมด้วยไข่มุกวิเศษเม็ดหนึ่ง พระองค์จึงทรงรับไว้ ฝ่ายองค์หญิงหลงหนิ่วได้ปรนนิบัติไปได้ระยะหนึ่ง จึงขอเป็นศิษย์พระนาง พระองค์ทรงรับไว้ พร้อมทั้งให้ดูแลรักษาและเก็บไข่มุกวิเศษเม็ดนั้นด้วย

..........ดังนั้นเราจะเห็นรูปเด็กชายหน้าแดง พนมมือ ก็คือ ซ่านฉาย ส่วนเด็กสาวก็คือ องค์หญิงหลงหนิ่วถือตะกร้าใส่ไข่มุกวิเศษ หรือ สองมือประสานสอดเข้าไปปลายแขนเสื้อทั้งสองข้าง ยืนหน้าองค์พระกวนอิม