วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เตียวเทียนซือ(ราชครูแห่งสวรรค์)



เตียวเทียนซือ 

ราชครูแห่งสวรรค์


             จางเต้าหลิง หรือ จางหลิง หรือ จางฟูฮั่น ( ซึ่งในลัทธิเต๋าจะเรียกท่านว่า จางเทียนซือ ( ภูเก็ตบ้านเรา จะเรียกเป็นสำเนียงฮกเกี้ยน ว่า เตียวเทียนซือ) หรือท่านอาจารย์สวรรค์จาง ท่านเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า นิกายเจิ้งอี ในสมัยฮั่น ( ยุค สมัยฮั่นคือ ประมาณ 206 ปีก่อน ค.ศ. ถึง ค.ศ. 220 เป็นยุคก่อน ยุคสามก๊กครับ)

             ได้มีการบันทึกในลัทธิเต๋าว่า ท่านเป็นลูกหลานรุ่นที่ 9 ของท่านจางเหลียง ซึ่งเป็นเสนาธิการของ เล่าปัง ผู้ก่อตั้งราชวงค์ฮั่น (หาอ่านเรื่องเล่าปัง และจางเหลียงได้ ในพงศาวดารจีนไซฮั่น) 
จางเทียนซือ เกิดวันที่ 15 เดือน 1 ปี ค.ศ. 34 ( ตรงกับ ปีพุทธศักราชที่ 577 และตรง กับยุคของอาณาจักรโรมันครับ) แต่บางตำราก็บอกว่า ท่านเกิดในวันที่ 18 เดือน 5 ปีเดียวกัน 
ใน วัยเด็ก ท่านถือได้ว่าเป็นเด็กอัจฉริยะเลยก็ว่าได้ เพราะท่านได้ศึกษาวิชาความรู้ต่างๆ อ่านตำรับตำราจากบัณฑิตต่างๆ จนแตกฉาน ว่ากันว่าตอนท่านอายุเพียงเจ็ดขวบ ก็สามารถท่องและจดจำ คัมภีร์เต้าเต๋อจิง ของท่านศาสดาเล่าจื้อ ได้ครบถ้วน ไม่ธรรมดานะครับ ใครเคยอ่านเต้าเต๋อจิง จะเห็นว่ามันลึกซึ้งและยากที่จะจดจำครับ 
นอก จากนี้ ท่านยังศึกษาวิชาดาราศาสตร์, วิชาแพทย์, วิชาว่าด้วยเรื่องปรากฎการของธรรมชาติ และอื่นๆอีกด้วย ซึ่งความรู้เหล่านี้เป็นส่วนสำคัญ ที่มีอิทธิพลต่อความคิดท่านในการก่อตั้งลัทธิเต๋า ในเวลาต่อมา 


             ขณะ ที่ท่านอายุได้ 25 ปี ท่านได้สอบเข้ารับราชการ ในตำแหน่งผู้พิพากษา ในพื้นที่ฉงชิ่ง ( ปัจจุบัน เป็นเทศบาล นคร ตั้งอยู่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีพื้นที่ติดกับมณฑลหูเป่ย์ หูหนัน กุ้ยโจว ซื่อชวนและฉ่านซี ภายในตัวเมืองมีแม่น้ำไหลพาดผ่านหลายสายเป็นเมือง ขนาดใหญ่อันดับ 8 ของจีน มีเนื้อที่ 82,300 ก.ม. มีประชากร เมื่อปี พ.ศ. 2548 31,442,300 คน) 
เมื่อ ท่านได้รับราชการมาในระยะเวลาหนึ่ง ท่านได้เบื่อหน่ายทางโลก และลาออกจากชีวิตข้าราชการ โดยท่านหันมาศึกษา เรื่องทางจิตวิญญาณ อย่างจริงๆ จังๆ 
ปี ค.ศ. 89 – ค.ศ. 105 (ช่วงอายุ 55 – 71 ปี) ท่านพร้อมลูกศิษย์มากมาย ได้เดินทางท่องเที่ยวทั่วประเทศจีน เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ (ซึ่งเป็นหลักคำสอนของเต๋า) และพบปะผู้คนเพื่อหาประสบการณ์ 


              ในช่วงที่ท่านเดินทางท่องเที่ยว กับ ลูก ศิษย์นั้น เมื่อมาถึงมณฑลเจียงซี (ปัจจุบัน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก เฉียงใต้ของประเทศจีน บนชายฝั่งตอนใต้ของลุ่มน้ำแยงซีเกียง ตอนล่าง โดยด้านตะวันออกติดกับมณฑล เจ้อเจียง และฝูเจี้ยน ด้านใต้ติดกับกว่างตง ด้านตะวันตกติดกับหูหนัน ด้านเหนือติดกับหูเป่ย และอันฮุย มีเมืองหลวงชื่อ หนันชาง มีเนื้อที่ 166,900 ก.ม. มีประชากร 42,840,000 คน) ท่านได้ตัดสินใจตั้งสำนักของท่าน ณ ภูเขาหลงหู่ (ภูเขา มังกรพยัคฆ์ ปัจจุบัน ทางการจีนเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งมีทัศนียภาพสวยงาม รวมไปถึงถ้ำ และวัดเต๋ามากมาย ที่ภูเขานี้มีรีสอร์ทด้วยครับ สามารถนั่งรถไปได้จากเมืองอิงถาน) และเริ่มศึกษาปรุงกลั่นยาอายุ วัฒนะ และตัวยาอื่นๆ เป็นต้นมา และว่ากันว่าท่านสามารถปรุงกลั่นยาอายุวัฒนะ ได้สำเร็จ เมื่อขณะที่ท่านอายุได้ 60 ปี 
ในปี ค.ศ. 142 ท่านไท่ซ่างเล่าจวิ้น ( ศาสดา ศาสนาเต๋า) ได้ ปรากฎกายขึ้นในสำนักของจางเทียนซือ เพื่อที่จะถ่ายทอดคำสอนของศาสนาเต๋าให้แก่ท่าน ตั้งแต่นั้นมาท่านจางเทียนซือ ก็เริ่มเปิดโรงเรียนสอนศาสนาเต๋าของท่านขึ้นเป็น ครั้งแรก 


           เมื่อท่าน จางเทียนซือมีอายุได้ 90 ปี ได้เกิดมีโรคระบาดขึ้น ณ มณฑลเสฉวน ท่านและลูกศิษย์ได้ช่วยกันรักษาชาวบ้านจากโรคระบาด แต่เนื่องจากชาวบ้านแถบนั้น เป็นคนยากจน ท่านก็ไม่ได้เรียกร้องเงินทองแต่อย่างใด เพียงแต่นำข้าวสารจำนวน 5 โต่ว (หน่วยตวงชั่งของจีน) มาเพื่อรับการรักษาก็พอ ตั้งแต่นั้นมา สำนักของท่านก็ได้รับการเรียกว่า “สำนักข้าวสารห้าโต่ว”


          ในปี ค.ศ. 159 (ก่อนยุคสามก๊ก 61 ปี) ท่านจางเทียนซือได้มอบตำแหน่งเจ้าสำนักข้าวสารห้า โต่ว ให้แก่บุตรชายคนโต ชื่อว่า จางเหิง สืบทอดต่อ ส่วนตัวท่านและภรรยาได้สำเร็จเป็นเซียนเต๋า โดยเชื่อกัน ว่าขณะนั้น ท่านมีอายุได้ 123 ปีเลยทีเดียว 
ตั้งแต่นั้นสำนักเต๋าของท่านก็ ได้ เผยแผ่ ลัทธิเต๋าตลอดมา (ปัจจุบันเรียกนิกายของท่านว่า เต๋านิกายเจิ้งอี ) จนถึง ปัจจุบัน ซึ่ง เป็นรุ่นที่ 64 ซึ่งเจ้า ลัทธิมีชื่อว่า ท่านจางหยวนเซียน ปัจจุบันพำนักอยู่ที่ประเทศไต้หวัน และทุกๆปี จะมีผู้ที่นับถือศาสนาเต๋า นิกายเจิ้งอีจำนวนมาก แวะเวียนไปเคารพท่านอยู่เสมอ 
ท่านจางหยวนเซียน เทียนซือลำดับที่หกสิบสี่ ได้ละสังขาร แล้วเมื่อเช้า (ตีสาม ถึงตีสี่) ของวันที่ 17 ตุลาคม 2551 ตรงกับวันขึ้น 19 ค่ำเดือน 9 (จีน) ที่ไท่หนาน ไต้หวัน รวมอายุได้ 78 ปี


ขอขอบคุณ  http://www.phuketvegetarian.com/borad/data/1926-1.html

หลิมฮู้ไท่ซือ



หลิมฮู้ไท่ซือ 


           หลินไท่ซือ หรือ หลินไท่ซือกง หรือ หลิมฮู้ไท่ซือ ท่านเกิดเมื่อวันที่สี่ เดือนสี่ ปี ค.ศ.1537 หรือปีพุทธศักราชที่ 2080 ณ บ้านหยุนเซียว มณฑลฟู่เจี้ยน หรือฮกเกี้ยน ในปีที่ 16 ของรัชสมัยฮ่องเต้เจียจิ้ง ราชวงศ์หมิงซึ่งตรงกับปีเกิดปีเดียวกับ King Edward ที่หก ของอังกฤษ, โชกุน อาชิกาย่า โยชิอากิของญี่ปุ่น และกษัตริย์จอนห์ที่3 ของประเทศสวีเดน 
ท่านมีชื่อจริงว่า หลินเสียชุน หรือฉายาว่า หลินฝู๋หยวน โดยในปีค.ศ.1565 ท่านได้เข้ารับราชการในตำแหน่งขุนนางในราชสำนักหมิงเป็นครั้งแรก ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุได้ 28 ปีพอดี และท่านยังได้รับเชิญเข้าร่วมสภาฮั่นหลินซึ่งเป็นสภาที่ทรงอิทธิพลมากสำหรับบัณฑิตในยุคนั้น ซึ่งหน้าที่ของสภาฮั่นหลินคือ บันทึกและแก้ใขประวัติศาสตร์ของราชวงค์ รวมไปถึงการวางแผนการศึกษา และการสอบเพื่อเฟ้นหาบัณฑิตเข้ารับราชการอีกด้วย 


           สมาชิก ของสภาฮั่นหลินก่อนหน้าท่านหลิมไท่ซือนี้ เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงสุดยอด ในยุคต่างๆทั้งสิ้น อาทิเช่น หลี่ไป่ , ไป่จูอี้, โอวหยางซิว และ เสิ่นโข่ว เป็นต้น และเป็นที่น่าเสียดายว่า บันทึกเก่าๆที่มีคุณค่าซึ่งเก็บรักษาอยู่ในห้องสมุดของสภาฮั่นหลินได้ถูกไฟ ไหม้ทำลายและโดนปล้นไปบางส่วนจากเหตุการณ์กบฎนักมวยที่มีกองกำลังนานาชาติ ได้ปิดล้อมพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง เมื่อปี ค.ศ.1900 และสภาฮั่นหลินก็ต้องปิดฉากลงอย่างถาวรหลังจากเหตุการณ์กบฎซินห้ายใน ปีค.ศ. 1911 
ในปี ค.ศ.1568 ท่านได้รับเลือกเป็นมหาบัณฑิตในสภาฮั่นหลินและมีหน้าที่สำคัญคือการบันทึก และแก้ไขประวัติศาสตร์ของประเทศ 
ปี ค.ศ.1573 ท่านได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นไท่ซือ ซึ่งคอยให้การศึกษาแก่องค์รัชทายาท ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงที่สุดในชีวิตการรับราชการของท่าน และในปี ค.ศ.1607 ท่านก็ได้สิ้นชีวิตลง รวมอายุได้ 71 ปี ร่างของท่านได้รับการฝังอยู่ที่ภูเขาชีซิง(แปลว่าเขาเจ็ดดาว) มณฑลฮกเกี้ยน 
ตามประวัติได้มีการบันทึกว่า ขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งไท่ซือนั้น ท่านได้ปราบปรามพวกอันธพาลนักเลงที่กำลังทำลายศาลเจ้าแห่งหนึ่ง ซึ่งศาลเจ้าแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ที่ท่านดูแลในฐานะของไท่ซืออยู่ หลังจากที่ท่านได้จับพวกอันธพาลได้หมดแล้ว ท่านจึงได้ทราบว่าศาลเจ้าแห่งนี้ได้สร้างขึ้นเพื่อสักการะบูชาเทพเจ้ากิ้ว อ๋องไต่เต่ 


            และในคืนนั้นเอง กิ้วอ๋องไต่เต่ ได้มาปรากฎขึ้นในความฝันของท่าน เพื่อแสดงความขอบคุณที่ได้ช่วยเหลือศาลเจ้าให้รอดพ้นจากการทำลาย และในฝันนั้น องค์กิ้วอ๋องไต่เต่ ยังได้แต่งตั้งตำแหน่งให้ท่านเป็นกิ้วอ๋องไท่ซือกง อีกด้วย 

วัน ต่อมาท่านได้กลับไปที่ศาลเจ้า และได้เกิดเรื่องอัศจรรย์ขึ้น คือในศาลเจ้าได้มีเก้าอี้ซึ่งอุทิศไว้สำหรับท่าน ปรากฎขึ้นในศาลเจ้าของกิ้วอ๋องไต่เต่นั้นเอง ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านก็เคารพนับถือท่านในฐานะของ หลิมฮู้ไท่ซือ หรือกิ้วอ๋องไท่ซือกง เป็นต้นมาจวบกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งศาลเจ้าหรือแท่นบูชา(สินตั๋ว)โบราณๆ ที่บูชากิ้วอ๋องไต่เต่ มักจะมีการบูชาหลิมไท่ซือด้วย เพื่อเป็นการแสดงเคารพนับถือท่านเช่นกัน 
หลิมไท่ซือ ยังได้รับการยกย่องบูชาเป็นหนึ่งในเทพเจ้าของบรรพบุรุษคนแซ่หลิม หรือ แซ่หลิน ในภาษาจีนกลาง อีกด้วย


ขอขอบคุณ     http://www.phuketvegetarian.com/borad/data/1926-1.html

เฮี้ยหู้อ๋องเอี๋ย



เฮี้ยหู้อ๋องเอี๋ย 


             มี ชื่อเดิมว่าเฮี้ยผิง หรือเฮี้ย เที้ยนเจี้ย เกิดในวันที่ 23 เดือน 8 ปี ค.ศ.666 ตรงกับสมัย ราชวังศ์ต่ง หรือ ถังในภาษาจีนกลาง บ้านเกิด ณ เมืองเล็กเสีย มณฑลโห่ตั่ง 
ชีวิตในวัยเด็ก ครอบครัวต้อง อพยพจากเมืองเล็กเสีย ไปอยู่ที่เมืองจ๋วนจิว ฮกเกี้ยน เนื่องจาก เมืองเล็กเสียนั้นประสบปัญหาน้ำท่วมบ่อยมาก เมื่อ ถึงเมืองจ๋วนจิว เงินทองของครอบครัวก็ใช้หมดไปกับการอ พยพ ทำให้บิดาของท่าน ต้องแบกหน้าไปหยิบยืมเงินของคนรู้จัก เพื่อน และผู้ปล่อยเงินกู้ต่างๆ 
แต่ ถึงครอบครัวจะลำบากยากจนเพียงใด ท่านก็ยัง มานะบากบั่นเสาะหาอาจารย์ผู้มีความรู้แขนงต่างๆ เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ ทำให้ท่านมี ความรู้ในด้านการปกครอง การทหาร และการแพทย์เป็นอย่างดี จนท่านมี อายุสิบเจ็ดปี ท่านได้เข้าสอบคัดเลือกเพื่อเข้ารับราชการ และสอบผ่าน ได้เป็นอันดับที่สาม 
ปี หนึ่งในขณะที่ท่านรับราชการรับ ใช้ราชสำนักต่ง ท่านก็ได้รับคำสั่งให้เข้าไปในเขตพระราชฐานเพื่อ วิเคราะห์อาการประชวรของ จักรพรรดินีบูเช็คเทียน (ตอนที่ยังไม่ ได้เป็นฮ่องเต้หญิง) ด้วยความรู้วิชาแพทย์ที่ท่านเคยศึกษา ในวัยเยาว์ ท่านได้วิเคราะห์อาการป่วย และได้จ่ายยาให้บูเช็คเทียนเสวย จำนวน สามมื้อ จนอาการป่วยทุเลาหายไป ทำให้ท่านได้รับการเลื่อน ตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นสูงทันที 


            ปี ค.ศ. 680 ท่านได้ปราบผู้รุกรานทางเหนือหรือพวก ปักฮวน ทำให้ท่านได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ของราชสำนักถัง ถึงท่านจะมีตำแหน่งที่ใหญ่โตเพียงใด หากผู้อยู่ ใต้บังคับบัญชาของท่านได้รับบาดเจ็บจากสนามรบ ท่านจะเข้า ไปรักษาพวกเขาเหล่านั้นโดยตนเอง ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน และเอาใจใส่ ทหารเช่นนี้ทำให้ท่านได้รับการยำเกรงและเคารพนับถือของกองทัพ เป็นอย่าง ที่สุด 
ปี ค.ศ. 690 บูเช็คเทียนขึ้นครองราชย์ต่อจากลูกชาย และราชสำนัก ได้เรียกตัวท่านกลับเข้าวังหลวง เพื่อป้องกันท่าน ก่อกบถ เนื่องจาก ท่านเป็นคนจงรักภักดีกับราชวงศ์ถังมาก และไม่สามารถทนเห็นบูเช็คเทียน ขึ้นครองราชย์ต่อจากฮ่องเต้ถัง และเปลี่ยนราชวงศ์ถังเป็นราช วงศ์จิวได้ 
ท่านจึงขัดราชโองการ ไม่ยอมกลับ เข้าวังรับใช้บูเช็คเทียน และทำการฆ่าตัวตายเพื่อแสดงความ จงรักภักดีกับราชวงศ์ถัง ในวันที่ 13 เดือน 1 ขณะนั้นท่าน มีอายุได้เพียง 33 ปี 
หลัง จากที่ท่านเสียชีวิตลง ผู้ใต้บังคับบัญชา รวมไปถึงชาวบ้านต่างพากันสร้างศาลเจ้า เพื่อระลึกถึงท่าน และกราบไหว้บูชาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน 

ขอขอบคุณ   http://www.phuketvegetarian.com/borad/data/1926-1.html

หุ่ยเต็กจุนอ๋อง



หุ่ยเต็กจุนอ๋อง 


           หุ่ย เต็กจุนอ๋อง หรือ กงเต็กถาว มีชื่อเดิมว่า เอี๊ยบซิ้ม บิดาชื่อเอี๊ยบเต๋ง*** มารดาแซ่ตัน เกิดวันที่สิบเดือนสิบสอง ในยุคราชวงศ์ซ้องใต้ (ปี ค.ศ.๑๑๘๙) รัชสมัยซุนฮี ณ บ้านโกเตียน หล่ำอั่ว ฮกเกี้ยน ท่านมีน้องชายหนึ่งคนชื่อว่า เอี๊ยบส่ำฮอก 
จากบันทึกที่พบในศาล เจ้าบรรพบุรุษบ้านหล่ำอั่ว ได้กล่าวไว้ว่าใน คืนที่ท่านถือกำเนิดนั้นได้มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นมาก มายในบ้านของท่าน รวมไปถึงทั้งหมู่บ้านหล่ำอั่วอีกด้วย โดยปรากฎเป็นแสงสว่างสุกใสเหนือบ้านของท่าน และมีกลิ่นหอมฟุ้งกระจายในบ้านรวมไปถึงบริเวณใกล้เคียง และหลังจากที่ท่านถือกำเนิดออกมา ก็ปรากฎมีแสงสีม่วงพุ่งขึ้นจากห้องทำคลอดไปสู่ท้องฟ้า 
ในปี ค.ศ.๑๒๐๑ ท่านมีอายุครบสิบสามปี ก็สามารถท่องจำและแต่งบทกลอนต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล้ว เมื่ออายุครบยี่สิบปี ท่านก็ถือได้ว่าเป็นบัณฑิตที่เก่งกาจผู้หนึ่ง ถือแม้นว่าท่านอยู่เกิดในครอบครัวบัณฑิตแต่ท่านก็ตัดสินใจที่จะ เรียนวิชาบู้ เพิ่ม เพื่อป้องกันตนเอง ครอบครัว และเพื่อช่วยประเทศชาติในสภาวะสงคราม ท่านจึงตัดสินใจเรียนวิชาบู้เมื่ออายุได้ยี่สิบเอ็ดปี จนกระทั่งหลายปีต่อมาท่านก็เรียนรู้วิชาบู้จนคล่องแคล้ว และเข้ารับใช้ชาติ โดยเข้าต่อสู้กับพวกกบ ถและผู้รุกราน 


           ในปี ค.ศ.๑๒๒๑-๑๒๒๓ ท่านได้ปราบขบถและผู้รุกราน มีความดีความชอบจนได้รับพระราชทานรางวัลและตำแหน่งจากราชสำนัก ซ้อง และหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดสงคราม ระหว่างซ้องกับกิมขึ้น 
ปี ค.ศ.๑๒๔๕ ท่านมีอายุ๕๗ ปี ท่านได้สละชีวิต ตัวเองเข้าช่วยเหลือฮ่องเต้ซ้องที่ถูกกองทหารกิมบุกทำร้าย หลังจากที่ท่านเสียชีวิตลง ด้วยความจงรักภักดีขอท่าน ฮ่องเต้ได้ประทานชื่อท่านเป็นกงเต็กถาว 
หลังจากที่อาณาจักรกิม โดนโค่นล้มลงในสมัยราชวงศ์หมิง ก็ได้มีการสร้างศาลเจ้าเพื่อสดุดีวีรกรรมของผู้รักชาติในสมัยซ้อง ใต้ขึ้น และ ศาลเจ้าบรรพบุรุษเพื่อ รำลึกถึงหุ่ยเต็กจุนอ๋องก็เป็นหนึ่งในนั้น และได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีโดยชาวฮกเกี้ยนหล่ำอั่ว จนถึงปัจจุบัน 
ลักษณะของกิมสิ้นของท่านจะมีลักษณะดัง นี้ 
- หน้าแดงหรือดำ 
- มือขวาจับเข็มขัด และมือซ้ายวางบนเข่า 
- เท้าทั้งสองวางบนที่พัก เท้าของเก้าอี้ 
เพราะ ลักษณะของกิมสิ้นหุ่ยเต็กจุนอ๋องที่คล้ายกับของโกยเส้งอ๋อง ทำให้มีการเข้าใจผิดกันมากระหว่างเทพเจ้าสององค์ นี้ อีกทั้งโกยเส้งอ๋องยังมีชื่อเรียกอีก นามหนึ่งด้วยว่า โปอันหุ่ยเต็กจุนอ๋อง ซึ่งคล้ายกันมาก ทำให้คนเข้าใจผิด ไปกันใหญ่ครับ


ขอขอบคุณ  http://www.phuketvegetarian.com/borad/data/1926-1.html

ออบิ่นซาม้า



ออบิ่นซาม้า 



ออบิ่นซาม้า หรือ เที้ยนซ่งเส้งโบ้ม้าจ้อ หน้าดำนั้นเองครับ มีหลายคนสงสัยว่า ทำไมม้าจ้อถึงหน้าดำ ทำให้เกิดความเข้าใจต่างๆกันไปมากมายครับ เช่น หน้าที่ดำนั้นเกิดจากควันธูปควันเทียนที่รมจนทำให้ หน้าท่านดำ บ้างก็ว่าที่หน้าดำ เพราะเกิดจากยางไม้ที่แกะกิมสิ้นไหลออกมา หรือบ้างก็ว่ากิมสิ้นตกลงไปในทะเลทำให้หน้าดำไปเลยก็มีครับ แต่จริงๆแล้วประวัติตำนานของ ออบิ่นซาม้า นั้นมีบันทึกและเชื่อกันมาแบบนี้ครับ


ปีหนึ่งในสมัยราชวงศ์หมิง ในขณะที่ม้าจ้อกำลังโปรดสัตว์ต่างๆตามปกติอยู่นั้น เชียนลี้ง้าน และซุนฮองหนี้ ได้แจ้งว่ามีหมอกดำปกคลุมเป็นที่ผิดสังเกตุ บริเวณเขาบู๊อีซาน ( ปัจจุบันภูเขานี้มีชื่อเสียงเรื่องชาฮกเกี่ยนมาก) เมืองฮกเกี่ยน ทันใดนั้นม้าจ้อและบริวารทั้งสองก็รีบตรงไปที่บู๊อีซานทันที 
เมื่อถึงบริเวณภูเขา ม้าจ้อได้แปลงกายเป็นสาวชาวบ้านเพื่อสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ใกล้ ชิด และได้ใช้อิทธิฤทธิ์เรียกเทพเจ้าที่ มาเพื่อไต่ถามถึงเหตุการณ์ดังกล่าว เทพเจ้าที่ได้กล่าวว่า ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ ได้มีพายุฟ้าคะนองและมีปีศาจซึ่งมีกายเป็นสีดำทะมึนพุ่งลงมาจาก ฟ้าเข้าไป อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งในภูเขาบู๊อีซาน และหลังจากนั้นก็เกิดหมอกควันสีดำผวยพุ่งออกมาปก คลุมท้องฟ้าทั้งภูเขาบู๊อี และเมืองฮกเกี่ยน ชาวบ้านที่มาทำไร่บริเวณภูเขาที่หายใจเอาควันสีดำเข้าไป ก็ทำให้ใบหน้าของพวกเขากลายเป็นสีดำสนิท จนชาวบ้านหวาดกลัวและไม่กล้าเข้ามาทำไร่ไถนาบริเวณภูเขาอีก จนทำให้เกิดความวุ่นวายและเดือนร้อนกันไปทั่ว 


ม้าจ้อออกคำสั่งให้เชียนลี้ง้านและซุน ฮองหนี้ เฝ้าคุ้มกันอยู่บนอากาศ ส่วนม้าจ้อก็เดินเท้าขึ้นภูเขาเพื่อจะล่อจับปีศาจ เพื่อมิให้ผิดสังเกตุ ม้าจ้อได้ใช้อิทธิฤทธิ์เสกหน้าตัวเองให้เป็นสีดำเพื่อให้ปีศาจไม่ สงสัย เมื่อมาถึงปากถ้ำ ได้เกิดควันสีดำผวยพุ่งออกมาเพื่อเข้ามาทำร้ายม้าจ้อ ทันใดนั้นม้าจ้อได้กลับกลายเป็นร่างเดิมของท่าน และได้เข้าต่อสู้กับปีศาจควันดำนั้น แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์เทพสวรรค์ของม้าจ้อ เจ้าปีศาจมิอาจที่จะเอาชนะได้ และกำลังจะหลบหนี เข้าไปในถ้ำ ขณะนั้นเองเชียนลี้ง้าน และซุนฮองหนี้ก็เข้ามาช่วยม้าจ้อจับตัวปีศาจควันดำ นั้นได้ 
หลังจากปีศาจควันดำโดนจับได้ ก็กลายร่างมาเป็นร่างเดิมของมัน ซึ่งก็คือปีศาจเต่าดำนั้นเอง และต่อมาปีศาจเต่าดำตนนี้ก็ขอติดตามม้าจ้อ ไปช่วยโปรดสัตว์โดยเฉพาะเวลาที่ม้าจ้อท่องเที่ยวไปในท้องมหาสมุทร ตั้งแต่นั้นมา


ขอขอบคุณ  http://www.phuketvegetarian.com/borad/data/1926-1.html

กิมกะสิน



กิมกะสิน 


ในคติความเชื่อตามศาสนาเต๋านั้น กิมกะสิน หรือ ขุนพลสวรรค์เกราะทอง จะรู้จักกันในฐานะของขุนพลผู้พิทักษ์ของเทพเจ้าหยกหองไต่เทียนจุน หรือในฐานะของผู้ช่วย ของส่ำเช้งนั้นเอง 
ภารกิจของเทพเจ้ากิมกังสินในคติความ เชื่อศาสนาเต๋า จากบันทึกที่ปรากฎในการทำพิธีกรรมทางเต๋านั้น กิมกังสิน คือหนึ่งในเทพเจ้าที่มีความสำคัญ และต้องทำการอัญเชิญมาสถิตย์ ก่อนจะเริ่มทำพิธีใดๆ โดยเทพเจ้ากิมกังสินจะได้รับการ อัญเชิญมาเพื่อดูแลในเรื่องขอการแจ้งฎีกา หรือบอกล่าวให้โลกแห่งเทพได้รับรู้ โดยเฉพาะหยกหองไต่เทียนจุน หรือ ส่ำเช้งโตจ้อ และนอกจากนี้ กิมกังสินยังมีหน้าที่ในการประกาศราชโองการต่างๆจากหยกหองไต่เทียนจุน หรือ ส่ำเช้งโตจ้อให้โลกแห่งเทพและโลกมนุษย์ได้รับรู้อีกด้วย 
บางครั้งเราจะเห็นกิมกังสินอยู่คู่กัน กับ จูบุ๋นกง หรือ ขุนพลสวรรค์กังฮุยเจียด เพราะเทพทั้งสามนี้มีหน้าที่ดูแลเรื่องงานเอกสารต่างๆโดยตรงครับ 
ความเป็นมาของเทพเจ้ากิมกังสิน ได้มีการบันทึกไว้ว่า กิมกังสินนั้นคือรูปแบบหนึ่งของ พลังงานธาตุทองที่เกิดขึ้นในขณะที่เริ่มมี การแยกระหว่างโลกและสวรรค์เมื่อครั้งอดีตกาล และเมื่อมีการอุบัติขึ้นของกิมกังสิน ในตอนเริ่มแรกนั้น ท่านยังได้รับการ แต่งตั้งบรรดาศักดิ์ในโลกของเทพเจ้าด้วย แต่ก็มีเรื่องเล่ากันว่า บรรดาศักดิ์ของท่านโดยถอดโดยไซอ๋องโบ้ และโดนให้ลงมาเกิดใหม่ บนโลกมนุษย์ ด้วยเรื่องราวนี้ ทำให้เชื่อกันว่านักบวชเต๋ามักจะไม่วางรูปเคารพของเทพเจ้า ไซอ๋องโบ้ และกิมกังสินติดกันหรือใกล้กันครับ และชาวจีนก็ยังเชื่ออีกว่าแมลงเต่าทองคือร่างของกิมกังสินที่ลงมา เกิดในโลก มนุษย์ในตอนนั้นอีกด้วยครับ 


กิมกังสินกับประวัติศาสตร์จีน ได้ปรากฎร่องรอยของกิมกังสินในประวัติ ศาสตร์จีน มาตลอดตั้งแต่สมัยของอึ่งเต่ , สมัยราชวงศ์ถัง, สมัยราชวงศ์ซ้อง, สมัยราชวงศ์หมิง หรือแม้นกระทั่งในสมัยราชวงศ์ชิงนี่เอง และที่เป็นเรื่องเล่ากันอย่างเพร่หลาย คือในสมัยหมิง หลังจากปฐมจักรพรรดิจูหยวนจาง สถาปนาราชวงศ์หมิง จูหยวนจางก็ต้องการจะสร้างพระราชวัง และได้ให้ช่างทำการเขียนแบบราชวังใหม่ ขึ้น แต่จนแล้วจนรอดแบบพระราชวัง ใหม่ก็ยังไม่เป็นที่ถูกใจของจูหยวนจางเลย คืนหนึ่งจูหยวนจางได้มองไปบนท้องฟ้าและเห็นดาวดวงหนึ่งประกายเป็น แสงสี ทองอร่าม จูหยวนจางเลยอธิ ฐานให้ดาวประกายทองดวงนั้นช่วยท่านสร้างวังให้สำเร็จ 
หลังคำอธิฐานได้ปรากฎมีลำแสงสีทองพุ่ง ลงมาจากท้องฟ้า ตกลงเบื้องหน้า ของจูหยวนจาง และอันตรธานหายไป รุ่งขึ้นจูหยวนจางและอำมาตย์เล่าแปะอุ่น ได้ออกตรวจความพร้อมในการสร้างวัง เล่าแปะอุ่นได้มองเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังก้มคำนวนด้วยลูกคิด อยู่ แต่เมื่อเล่าแปะอุ่นเดินเข้าไป ใกล้ เด็กหนุ่มก็อันตรธานหายไปเหลือ ไว้แต่ลูกคิดวางอยู่ เมื่อเล่าแปะอุ่น ก้มลงจะหยิบลูกคิดขึ้นมา ลูกคิดอันนั้นก็จมหายลงไปในดิน 


คืนนั้นเองจูหยวนจางก็ฝันเห็นแบบของ พระราชวังใหม่ และหลังจากที่ ตื่นก็รีบให้ช่างวาดแบบตามที่ได้เห็นในฝัน และให้ใช้ในการก่อสร้าง หลังที่ได้ก่อสร้างพระราชวังตามแบบที่ เห็นในฝันจนแล้วเสร็จ อำมาตย์เล่าแปะ อุ่นก็ประหลาดใจมาก เพราะรูปร่างของพระราชวังนั้น เหมือนกับลูกคิดที่ตนเคยเห็นและจะก้ม เก็บแต่จมลงไปในดินเสียแล้ว 
เรื่องราวนี้ได้ถูกเล่าขานกัน และทำให้ชาวบ้านต่างเชื่อกันว่า พระราชวังของราชวงศ์หมิงนั้น ได้ถูกสร้างขึ้นโดยการช่วยเหลือของกิมกังสินนั้นเอง


ขอขอบคุณ  http://www.phuketvegetarian.com/borad/data/1926-1.html

หวางต้าเซียน


หวางต้าเซียน 


อักษรจีน: 黄大仙
ภาษาจีนแต้จิ๋ว: หว่องไทซิน, อึ้งไต่เซียน
ภาษาจีนกลาง: หวางต้าเซียน
(Huáng Dà Xiān)

ความหมายของชื่อ:

黄 =
Huáng อ่านว่า หวาง
เป็นแซ่หนึ่งของชาวจีน หรือเป็นคำแปลว่า สีเหลือง
大 =
Dà อ่านว่า ต้า
แปลว่า ใหญ่

仙 = Xiān อ่านว่า เซียน
แปลว่า เทวดา หรือ เซียน
 
 
ตามเทวะตำนานเล่าว่า เมื่อหลายพันปีก่อนนั้น องค์อึ้งไต่เซียนโจวซือเดิมเคยเป็นเต่าทองคำ (金龜 ซึ่ง จีนแต้จิ๋ว อ่านว่า: กิมกู, จีนกลาง อ่านว่า: จินกุย) อยู่หน้าแท่นบัลลังก์ขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้มาก่อน แต่เนื่องจากท่านได้เห็นความทุกข์ ยากของมวลมนุษย์ในหน้าแล้ง จึงเกิดความสงสาร ไปเปิดแม่น้ำสวรรค์ (ทงเทียงฮ้อ) ให้ไหลลงมายังโลกมนุษย์  แต่เนื่อง ด้วยการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการทำผิดกฎสวรรค์ เมื่อเง็กเซียนทราบความเข้า จึงได้ลงโทษให้เต่าทองคำลงมาเกิดในโลก มนุษย์


รูปปั้นองค์อึ้งไต่เซียนโจวซือ
ณ วิหารเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา ชั้น 2

อึ้งไต่เซียนโจวซือ เดิมชื่อชอเพ้ง แซ่อึ้ง เกิดในสมัยราช- วงศ์จิ่ง  ปีที่ 328  ของจีน ณ เมืองกิมฮั้ว (金华) หรือก็คือ เมืองจินหัว จังหวัดเจ้อเจียง มณฑลหังโจว ประเทศจีนใน ปัจจุบัน


ท่านมีหน้าที่ช่วยเหลือครอบครัว โดยการนำแกะไปเลี้ยง ตามภูเขาทั่วไป    ตอนที่ท่านอายุได้ 15 ปี ขณะที่ท่าน กำลังพาแกะไปเลี้ยง  ท่านได้พบกับนักพรตลัทธิเต๋าชื่อ กวงเซ้งจื้อ  ซึ่งชี้แนะให้ท่านไปปฏิบัติธรรมที่ภูเขาเชียะซ้ง ท่านจึงได้ตามไปฝึกฝนร่ำเรียนวิชา อยู่เป็นเวลากว่า 40 ปี กระทั่งบรรลุผลเป็นนักพรตช่วยเหลือผู้คนทั่วไป


ท่านมีชื่อเสียงว่าเป็น "นักพรตที่มีวาจาสิทธิ์" พูดสิ่งใด สิ่ง นั้นก็จะเป็นไปตามที่ท่านพูดหรือกล่าว ซึ่งระหว่างนั้นเอง พี่ชายของท่านนามว่า อึ้งชอคี่ ก็ได้ยินคำร่ำลือดังกล่าว แต่ ไม่เชื่อว่าน้องชายจะทำได้ จึงได้เพียรพยายามออกตระเวน ตามหาน้องชายไปทั่ว แต่ก็ไม่เคยพบ


จนเวลาล่วงไป เขาได้พบกับนักพรตรูปหนึ่งที่ตลาด  ซึ่งเก่ง ทางด้านการพยากรณ์ การทำนาย  นักพรตได้บอกกับเขาว่า น้องชายของเขานั้นยังมีชีวิตอยู่ และพาเขาไปยังภูเขาเชียะซ้ง เพื่อหาน้องชาย เมื่อไปถึงเขาจึงได้ไต่ถามองค์อึ้งไต่เซียน ผู้เป็นน้อง ถึงเรื่องคำล่ำลือเกี่ยวกับวาจาสิทธิ์ พลันก็ได้เห็น องค์ อึ้งไต่เซียนกำลังเสกให้ก้อนหินสีขาวจำนวนหนึ่ง กลายเป็นแกะนับหมื่นๆ ตัวทันที  บ้างก็กระโดด บ้างก็เดิน เมื่อได้เห็นถึง พลังวิเศษของอึ้งไต่เซียนโจวซือ เขาจึงเชื่อว่าน้องชายได้สำเร็จเป็นนักพรตแล้ว ดังคำร่ำลือ ทำให้เขาตัดสินใจมาศึกษา วิชาเต๋าตามองค์อึ้งไต่เซียน โดยเขาเลือกที่จะละทิ้งภรรยาและลูก เพื่อมาศึกษาร่ำเรียนวิชา บำเพ็ญเพียร ช่วยเหลือผู้คน ทั่วไปตามน้องชาย  และได้สำเร็จเป็นเซียนในเวลาต่อมา


ขอขอบคุณ  http://peawyeangtai31.org/wongtaisin.html